บทความ

ตะคริวตอนกลางคืนในผู้สูงวัย โรคภัยที่ต้องระวัง!

ผู้สูงวัยหลายท่านคงเคยมีประสบการณ์การเป็นตะคริวในยามค่ำคืนมาแล้ว บางท่านก็สามารถทนต่อความเจ็บปวดได้และหายเอง แต่เมื่อเป็นบ่อยเข้าก็อาจรู้สึกหงุดหงิดรำคาญได้ ยังแฮปปี้จึงอยากชวนทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเป็นตะคริวในตอนกลางคืนพร้อมคำแนะนำในการรักษา และวิธีป้องกันเพื่อตะคริวจะได้ไม่มากวนใจอีก

มาทำความรู้จักตะคริวกันดีกว่า

ตะคริว (Muscle cramps) หมายถึง อาการเกร็งตัวหรือหดเกร็งของกล้ามเนื้อทำให้มีอาการปวดและเป็นก้อนแข็ง อาการนี้จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยที่ไม่สามารถบังคับได้ ร่วมกับมีอาการปวดหรือเจ็บกล้ามเนื้อมัดที่เกิดการหดเกร็ง แต่จะเป็นอยู่เพียงชั่วขณะแล้วอาการจะทุเลาลงไปเอง โดยทั่วไปมักเป็นในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 2 นาที แต่ในบางรายก็เป็นนานกว่านั้น รวมถึงอาจเป็นบ่อยจนทำให้เกิดความทรมานได้

อาการเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อลายทุกส่วนของร่างกาย อาจเกิดกับกล้ามเนื้อเพียงมัดเดียวหรือหลายๆ มัดพร้อมกัน กล้ามเนื้อที่เกิดตะคริวได้บ่อยที่สุดก็คือ “กล้ามเนื้อน่อง” รองลงมาคือ กล้ามเนื้อต้นขาทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และกล้ามเนื้อเท้า โดยโอกาสเกิดที่ขานั้นมีเท่ากันทั้งข้างซ้ายและข้างขวา  ตะคริวสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการเกิด เช่น “ตะคริวจากความร้อน (Heat cramps)” ซึ่งจะเกิดในขณะออกกำลังหรือทำงานในที่ที่มีอากาศร้อน, “ตะคริวนักเขียน (Writer’s cramps, Graphospasm)” สำหรับนักเขียน, ช่างทาสี หรือเกษตรกรที่ใช้งานนิ้วและมือเป็นเวลานาน ก็อาจเกิดตะคริวที่นิ้วหรือมือได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึง “ตะคริวตอนกลางคืน (Nocturnal leg cramps, Night leg cramp)” ซึ่งเป็นการเกิดตะคริวที่ขาในขณะนอนหลับจนทำให้ถึงกับต้องสะดุ้งตื่น มักเกิดในผู้สูงอายุ จากงานวิจัย “Nocturnal leg cramps in older people” พบว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงวัยที่อายุ 60 ปีขึ้นไปล้วนเคยเกิดตะคริวชนิดนี้ และประมาณ 40% ของคนกลุ่มนี้ อาจเกิดอาการซ้ำได้ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์

สาเหตุของตะคริวยามค่ำคืน

ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างแน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลต่อการเกิดตะคริว ได้แก่ 1. ปัจจัยที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เนื่องจากกล้ามเนื้อไม่ได้ยืดเหยียด และอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ หรือเป็นคนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ใช้กล้ามเนื้อรุนแรง 2. ปัจจัยด้านยา มียาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดันโลหิต ฯลฯ ซึ่งอาจส่งผลให้เป็นตะคริว 3. ปัจจัยเกี่ยวกับโรคทางกาย ตะคริวเป็นสัญญาณถึงโรคทางกายบางชนิด เช่นโรคเบาหวาน โรคไตวาย โรคของต่อมไทรอยด์ ฯลฯ 4. ปัจจัยเกี่ยวกับการรับของเหลวเข้าร่างกาย การดื่มน้ำน้อย ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อขาดน้ำ (มักเป็นในผู้สูงอายุ) การดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ส่งผลให้มีการเพิ่มการขับน้ำทางปัสสาวะ ร่างกายจึงมักขาดน้ำรวมทั้งกล้ามเนื้อด้วย 5. ปัจจัยเกี่ยวกับอายุ อายุที่มากขึ้น ทำให้เซลล์ทุกชนิดในร่างกายเสื่อมถอยลง เป็นต้น

บรรเทาอย่างไรให้หายโดยเร็ว

เมื่อเป็นตะคริว จะต้องพยายามลดความเกร็งของกล้ามเนื้อให้เร็วที่สุด โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

1.   หยุดพักการเคลื่อนไหวหรือใช้งานกล้ามเนื้อส่วนที่เป็นตะคริวทันที

2.   พยายามยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริวให้คลายออกอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น เช่น ถ้าเป็นตะคริวที่น่องจะเกิดการเกร็งปลายเท้าจิกชี้ลงพื้น ให้พยายามดันปลายเท้าขึ้นแล้วกระดกช้าๆ แต่ห้ามกระตุกหรือกระชากแรงๆ อย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้เจ็บปวดและกล้ามเนื้ออาจฉีกขาดได้

3.   ใช้มือค่อยๆ นวดส่วนที่เป็นตะคริว เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อ

4.   ในช่วงที่กล้ามเนื้อหดเกร็งมาก ให้ใช้น้ำอุ่นประคบ เพื่อช่วยให้อาการเกร็งบรรเทาลง

5.   เมื่อมีอาการปวดหลังกล้ามเนื้อคลายตัวหรือหลังตะคริวหายแล้ว ให้กินยาแก้ปวดพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือทายานวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด แต่ยานี้ไม่สามารถช่วยลดอาการปวดในช่วงกล้ามเนื้อหดเกร็งได้ เพราะยายังออกฤทธิ์ไม่ทัน

6.   หากตะคริวรบกวนการนอนบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุทางกายที่อาจเกี่ยวพันกันแพทย์จะได้ทำการรักษา เช่น ให้ยาป้องกันตะคริวจำพวก ควินินและยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด

วิธีการป้องกันให้ตะคริวไม่มาเยือน

1.   หลีกเลี่ยงการออกกำลังหรือใช้กล้ามเนื้อมากเกินกำลัง เช่น การยกของหนัก การเล่นกีฬาหนัก ๆ

2.   บริหารยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย (Warm up) หรือเมื่อต้องใช้กล้ามเนื้อทำงานหนักทุกครั้ง 

3.   ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะตะคริวมักเกิดในผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรือคนที่ขาดการออกกำลังกาย

4.   ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่นั่ง นอน หรือเดินเป็นเวลานานๆ ในผู้สูงอายุควรขยับแขนขาช้าๆ

5.   หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นมากๆ

6.   ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching) ในบริเวณที่มักเป็นตะคริวบ่อย ๆ จะช่วยลดการเกิดตะคริวได้

7.   เปลี่ยนพฤติกรรมการนอน ผู้สูงอายุไม่ควรนอนในลักษณะที่เท้าทิ่มลงพื้น แต่ควรใช้หมอนรองใต้เข่าเพื่อให้ขาสูงขึ้นจากเตียงประมาณ 10 เซนติเมตร หรือประมาณ 4 นิ้ว

8.   ดื่มน้ำหรือนมให้มากขึ้นเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อสามารถทำงานได้อย่างปกติ

9.   เลือกรองเท้าที่ช่วยซัพพอร์ตเท้าและกล้ามเนื้อขา โดยเฉพาะในคนที่มีเท้าแบน

10.   รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม (เช่น กล้วย ส้ม), แคลเซียม (เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานก้างได้), วิตามินอี (เช่น ถั่ว น้ำมันพืช) ผู้สูงอายุที่มักเป็นตะคริวตอนกลางคืน อาจป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารประเภทปลาและไข่ในมื้อเย็น หรือดื่มนมก่อนเข้านอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรเป็นอาหารที่เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย

ข้อมูลจาก http://www.teambeyondsport.com/muscle-cramps-and-10ways-to-heal
https://pmj.bmj.com/content/78/924/596
https://www.healthline.com/health/leg-cramps-at-night#prevention
image credit: https://www.freepik.com

รับข่าวสารข้อมูลและกิจกรรมดีๆ จากเราได้เร็วก่อนใครที่แอปฯ YOUNGHAPPY
คลิ๊ก http://bit.ly/2FQuKRW
.
ติดต่อเรา
LINE: https://bit.ly/2GJY38k
หรือ @YOUNGHAPPY (มีเครื่องหมาย @ ด้วยนะจ้ะ)
FACEBOOK: YOUNGHAPPYSE
CALL CENTER: 065-506-2889  

Author

Write A Comment