ยังรักอยู่

ดูแลผู้สูงวัย เริ่มที่ความเข้าใจ

คนวัยหนุ่มสาว ทุกๆวันเราอยู่กับนาฬิกาที่หมุนไปข้างหน้า ต่างกับคนข้างหน้า พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในบ้านที่นาฬิกาเดินถอยหลังลง แก่ตัวลงเรื่อยๆตามกาลเวลาที่เราโตขึ้น ทุกวันที่เรายุ่งอยู่กับการสร้างครอบครัว สร้างความมั่นคง และดูแลผู้มีพระคุณที่อยู่ข้างหลัง ด้วยช่องว่างที่มีอาจทำให้เราไม่เข้าใจผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปอีกด้านของพวกเขา ทั้งทางด้านสภาพร่างกายและจิตใจความรู้สึก เราอาจใช้ความคิดในวัยเราไปคิดแทน ซึ่งสิ่งที่เราคิดอาจไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการเสมอไป

1. ใช้ความคิดของเขาในการทำเพื่อเขา

การสูงอายุขึ้นเป็นสถานะของการสูญเสีย ทั้งการเลิกทำงาน ร่างกายถดถอย พลังงานที่สูญเสียไป เพื่อน และประสิทธิภาพในการเดินทางที่ลดน้อยลง ถ้าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองขับรถไม่ได้แล้ว เราจะรู้สึกอย่างไร? เราคงต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันใหม่ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุหรือญาติผู้ใหญ่ของเราต้องเจอ และต้องจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้ในหลายๆด้าน ทั้งความโกรธ หดหู่ เศร้า หรือความรู้สึกที่อยากอยู่คนเดียว ซึ่งถ้าเราเจอพวกเขาอยู่ในอารมณ์นี้ ก็อาจต้องลองจินตนาการว่าถ้าตัวเองต้องเจอกับสถานการณ์แบบนั้นแล้วจะทำอย่างไร ต้องการอะไร เพื่อเข้าใจเขาและตอบสนองกลับไปด้วยอารมณ์และวิธีการที่เหมาะสม

2. ให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเอง

ปล่อยให้เขาได้ตัดสินใจด้วยตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะสิ่งหนึ่งที่เหล่าลูกหลานรู้สึกและทำผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้คือการทำเหมือนว่าญาติผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ผู้สูงวัยเป็นเด็ก เรามักลืมว่าพวกเขาแก่กว่าเรา 20 ปีหรือมากกว่านั้น เรากลับไม่ปล่อยให้พวกเขาคิดหรือตัดสินใจเอง

3. ใส่ใจรายละเอียดการใช้ชีวิตประจำวัน

สิ่งหนึ่งที่ช่วยขจัดอุบัติเหตุในบ้านได้ง่ายๆ คือขจัดทุกอย่างที่อาจก่อให้เกิดเรื่องร้ายแรงออกไป ช่างสังเกตุสักนิดและใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น ตรวจดูว่าเวลาที่ผู้สูงวัยในบ้านเดินไปรอบๆนั้น มีอะไรที่อาจทำให้เกิดอุบัตเหตุได้บ้าง เช่น ตามผนังมีบาร์จับช่วยเดินหรือไม่ ระดับของพื้นมีความเท่ากันหรือไม่ มีเบอร์เหตุฉุกเฉินติดไว้ที่โทรศัพท์หรือไม่ สิ่งของต่างๆ ในครัวสามารถหยิบได้ง่ายๆ หรือไม่ การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องใส่ใจเพื่อให้สบายใจได้ว่าพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของเราจะสามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัยหายห่วง

4. ชวนให้พวกเขาแอคทีฟอยู่เสมอ

การทำกิจกรรมนอกบ้าน กิจกรรมออกกำลังกายเป็นผลดีกับผู้สูงวัยมาก โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีญาติที่ชอบนั่งอยู่กับที่นานๆ ไม่เพียงแต่จะเป็นการช่วยให้พวกเขาได้บูสอารมณ์ให้หายจากการซึมเศร้า หรือหดหู่เท่านั้น แต่ยังช่วยด้านภายนอก ให้ได้เพิ่มความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ความสมดุลของร่างกาย และจากงานวิจัยบอกว่า มันยังสามารถช่วยด้านความจำให้ดีได้อีกด้วย อย่างการเดินก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ฟรีและส่งผลที่สุดยอดแก่ชาวสว. เหมาะแก่การชวนกันไปเดินเล่นด้วยกัน

5. ชวนให้พวกเขาแอคทีฟเข้าสังคมบ้าง

ความสามารถในการได้ยินที่ลดลง มีเพื่อนน้อยลง ขับรถได้ยากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงวัยรู้สึกห่อเหี่ยวและไม่อยากออกไปเข้าสังคม อยากติดอยู่กับบ้านและเริ่มที่จะชอบอยู่คนเดียว และเมื่อถึงจุดนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย ดังนั้นการชวนเขาคุยเรื่องเพื่อนๆ สังคมของเขา ให้ไอเดียในการออกไปสังสรรค์นอกบ้าน ออกไปชุมนุมกับก๊วนเพื่อนๆ ออกไปทำกิจกรรมสนุกๆ นอกบ้านมันดียังไง สนุกยังไง ก็อาจกระตุ้นให้เขาได้หลุดจากชีวิตประจำวันที่เงียบเหงาอยู่คนเดียวได้

6. ทำสมุดจดบันทึกความทรงจำ

เรื่องความจำกับผู้สูงวัยเป็นของคู่กัน และก็มีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ กิจกรรมหนึ่งที่พอจะช่วยได้ก็คือการสร้างสมุดจดบันทึกความทรงจำ อาจเป็นเหมือนสมุดสเก็ตช์ที่เก็บเรื่องราวความทรงจำดีๆ ไว้ เช่น ภาพถ่ายสุนัข สถานที่ที่เคยไปแล้วประทับใจ ผู้คนที่เคยผ่านมาเจอและสร้างเรื่องราวดีๆ ร่วมกันไว้ เหมือนไดอารี่เล็กๆ ที่เมื่อเปิดอ่านก็สามารถย้อนกลับไป หวนนึกถึงเหตุการณ์เหล่านั้นได้ง่ายๆ รวมถึงให้เขาได้จดของเขาไว้เองบ้าง จะทำให้ผู้สูงวัยได้ใช้ความจำ และได้รับพลังงานดีๆ จากความสัมพันธ์และความทรงจำดีๆ ที่เคยเกิดขึ้น

Credit: https://www.mindbodygreen.com/

รับข่าวสารข้อมูลและกิจกรรมดีๆ จากเราได้เร็วก่อนใครที่แอปฯ YOUNGHAPPY
คลิ๊ก http://bit.ly/2FQuKRW

.

ติดต่อเรา
LINE: https://bit.ly/2GJY38k
หรือ @YOUNGHAPPY (มีเครื่องหมาย @ ด้วยนะจ้ะ)
FACEBOOK: YOUNGHAPPYSE
CALL CENTER: 065-506-2889

Author

Write A Comment